2006/Nov/22

หลายปีผ่านไปหลังเหตุการณ์ที่หมู่บ้านมินาคามิ
ยาเอะได้กลายมาเป็นภรรยาของมุนาคาตะ เรียวโซ
ส่วนเรียวโซเองนั้นก็ได้ประกอบอาชีพเป็นนักวิจัยความเชื่อทางประเพณีตามรอยของมาคาเบะ เซอิจิโร่ผู้เป็นอาจารย์
ไม่นานยาเอะก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาวชื่อว่ามิโคโตะ

เรียวโซนั้นเล็งเห็นว่ายาเอะนั้นร่างกายเริ่มอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย
จึงได้ตัดสินใจย้ายออกไปอาศัยยังที่ห่างไกลจากตัวเมืองที่คฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลฮิมุโระ
ซึ่งจริงๆแล้วเรียวโซมีเหตุผลในการเข้ามาอาศัย ณ คฤหาสน์แห่งนี้เพราะรู้ดีว่า
ตระกูลฮิมุโระนั้นมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างมากมายในอดีต
ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบอย่างดีในการทำการวิจัยของตน
.
.
ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวมุนาคาตะเป็นไปได้อย่างราบรื่น
งานวิจัยของเรียวโซมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
ยาเอะก็สุขภาพดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนมิโคโตะเองก็มีเด็กๆในละแวะนั้นเป็นเพื่อนเล่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง มิโคโตะนำกล่องถ่ายรูปแปลกประหลาดมาให้กับเรียวโซ
และบอกว่ามีเด็กผู้หญิงในชุดกิโมโนสีขาวเป็นคนให้มา
เรียวโซคิดว่าลูกสาวของตนโกหก และเชื่อว่าจริงๆแล้วเธอคงจะบังเอิญเจอกล้องนี้อยู่ภายในบริเวณคฤหาสน์

ยาเอะนำกล้องถ่ายรูปดังกล่าวมาถ่ายภาพมิโคโตะและเพื่อนๆขณะกำลังเล่นกันอยู่ด้วยความสนุกสนาน
ทว่า...
ภาพดังกล่าวกลับมีรูปของเด็กผู้หญิงผมสีดำยาวในชุดกิโมโนสีขาวอายุไล่เลี่ยกับมิโคโตะติดอยู่ด้วย
ทั้งๆที่เพื่อนๆของมิโคโตะนั้นไม่มีคนไหนเลยที่มีลักษณะดังกล่าว
เรื่องนี้จึงทำให้ยาเอะไม่ค่อยสบายใจนัก แต่ยิ่งวัน ภาพที่ยาเอะถ่ายได้นั้นก็ยิ่งมีสิ่งแปลกปลอมติดเข้ามาในภาพมากขึ้น
ทั้งรูปนักบวช รูปผู้หญิงตาบอด และรูปอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ปรากฎในเลนส์ แต่กลับปรากฎขึ้นในภาพถ่าย
ยิ่งใช้กล้อง ยาเอะยิ่งสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็นภายในคฤหาสน์ฮิมุโระได้มากขึ้น
ภาพถ่ายที่ออกมายิ่งทวีความรุนแรงของวิญญาณที่ติดมากับภาพ
ในที่สุดเธอก็สามารถมองเห็นวิญญาณได้ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้กล้อง

และแล้ววันแห่งชะตากรรมก็มาถึง เมื่อมิโคโตะแอบนำกล่องไปเล่นกับเพื่อนๆและหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ยาเอะโทษว่าเป็นความผิดของตนที่ปล่อยให้มิโคโตะนำกล้องไปใช้ และคงจะเป็นวิญญาณร้ายที่พรากมิโคโตะไป
ยาเอะสิ้นหวังจนต้องเขียนจดหมายลาตายถึงเรียวโซ และจบชีวิตของตนเองลงในลักษณะเดียวกับซาเอะโ
ดยการผูกคอตนเองใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าศาลเจ้าจันทราภายในคฤหาสน์อิมุโระ

เมื่อเรียวโซพบร่างไร้วิญญาณของภรรยาของตนและจดหมายดังกล่าว และนำเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นผนวกเข้ากับงานวิจัยของตน
เรียวโซจึงเชื่อมั่นแน่แล้วว่า คฤหาสน์หลังนี้เป็นที่สิงสู่ของเหล่าวิญญาณร้ายและยังคงมีคำสาปหลงเหลืออยู่
เรียวโซจึงคิดจะกำจัดคำสาปที่เกิดขึ้นกับคฤหาสน์หลังนี้เพียงลำพัง
แต่ทั้งหมดกลับล้มเหลว เรียวโซไม่สามารถต้านทานวิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตย์อยู่ภายในคฤหาสน์ฮิมุโระได้
เรียวโซจึงต้องจบชีวิตลงภายในชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ขณะกำลังจะกำจัดต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดลง...
.
.
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป มิโคโตะและเพื่อนๆถูกค้นพบอยู่ในป่าบริเวณใกล้เคียงด้วยการชักนำของเด็กผู้หญิงในชุดกิโมโนสีขาว
เธอและเพื่อนๆนั้นไม่มีความทรงจำหลงเหลืออยู่เลยว่าในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้หายไปไหน
ซึ่งในที่สุดเธอก็รู้ว่า เรียวโซและยาเอะผู้เป็นพ่อแม่ของเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว
.
.
ยังเป็นเคราะห์ดีของมิโคโตะซึ่งถูกอุปการะโดยเพื่อนสนิทของเรียวโซคือคุณฮินาซากิ (ไม่ทราบชื่อจริง)
เมื่อโตขึ้น มิโคโตะได้แต่งงานและให้กำเนิดลูกสาวชื่อมิยูกิ

ไม่มีเอกสารใดระบุถึงชีวิตของมิยุกิมากนัก นอกจากว่าเมื่อเธอโตขึ้นได้แต่งงานกับอาจารย์ของตนเอง
คือ ฮินาซากิ มาซาโตะและให้กำเนิดทายาท 2 คนคือลูกชายมาฟุยุ และลูกสาวมิกุ
นอกจากนี้เธอยังทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับมาซาโตะซึ่งเป็นนักโบราณคดี
ด้วยการเป็นช่างภาพด้วยกล้องที่ได้รับมาจากมิโคโตะผู้ซึ่งเป็นแม่ของเธอ

หลังจากมิยูกิให้กำเนิดมิกุได้ไม่นาน มาซาโตะได้เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาระหว่างการขุดค้นซากโบราณสถาน

หลังจากมาซาโตะเสียชีวิตลง มิยูกิก็เริ่มถ่ายภาพวิญญาณด้วยกล้องดังกล่าวติดมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอใช้มันมากจนไม่สามารถทนรับสัมผัสทางวิญญาณได้ ด้วยความเครียดและภาวะต่างๆที่รุมเร้า
ในที่สุดมิยูกิก็จบชีวิตลงด้วยการแขวนคอตนเอง
.
.
มาฟุยุและมิกุ ทั้งคู่ต่างก็มีสัมผัสที่ 6 ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สามารถมองเห็นวิญญาณได้ด้วยตาเปล่า แต่เด็กทั้งสองคนปิดเรื่องนี้เป็นความลับและไม่เคยบอกใคร...
เวลาผ่านไป มาฟุยุเริ่มเข้าวัยหนุ่มและทำงานเลี้ยงมิกุผู้เป็นน้องสาว ด้วยการเป็นผู้ช่วยให้กับนักเขียนนวนิยายชื่อดัง ทาคามิเนะ จุนเซย์
นอกจากมาฟุยุแล้ว ทาคามิเนะยังมีผู้ช่วยอีกหลายคน หนึ่งในนั้นคืออามาคุระ เคย์

มาฟุยุและเคย์ทำงานร่วมกันและสนิทกันมากจนกระทั่งมาฟุยุเอ่ยปากฝากฝังมิกุน้องสาวของตนไว้กับเคย์
ว่าถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับตน ช่วยดูแลมิกุด้วย....
.
.
ชีวิตความเป็นอยู่ของสองพี่น้องเป้นไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งทาคามิเนะมีโครงการจะเขียนนิยายแนวสยองขวัญเรื่องใหม่
หลังจากการค้นคว้าหาข้อมูลสำหรับงานเขียน ทาคามิเนะพบงานเขียนที่มุนาคาตะ เรียวโซทิ้งไว้จึงเกิดความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุด ทาคามิเนะจึงตัดสินใจ เรียกผู้ช่วยคนอื่นอีก 2 คนเดินทางไปยังคฤหาสน์ฮิมุโระเพื่อเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
ทว่า....ไม่มีการติดต่อกลับมาจากทาคามิเนะและผู้ช่วยเลยเป้นเวลา 1 เดือนเต็ม

ในที่สุดมาฟุยุจึงตัดสินใจเข้าไปตามหาด้วยตนเองพร้อมกับกล้องถ่ายภาพวิญญาณ
ที่ได้รับมาจากมิยูกิแม่ของตนโดยเชื่อว่าอาจจะได้ใช้มันในบางโอกาส....

ราวกับเป็นเรื่องตลก มาฟุยุกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นเดียวกัน
ไม่มีการติดต่อกลับมาจากมาฟุยุเป็นเวลาถึง 9 วัน มิกุผู้ซึ่งเป็นน้องสาวและมีสัมผัสทางวิญญาณสามารถรู้ได้ว่า
คงจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับี่ชายของตนอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจออกตามหามาฟุยุด้วยการเดินทางไปยังคฤหาสน์ฮิมุโระอีกคนหนึ่ง...
.
.
.
.
.



ต่อครั้งหน้าครับ....ยาวอีกแล้ว ^___^;
ต้องขอโทษด้วยที่ครั้งนี้ไม่มีภาพประกอบเลย ^^;;

2006/Oct/25

คณะนักบวชเลือกที่จะใช้คู่ฝาแฝดทาจิบาน่าซึ่งเป็นคู่เด็กชายที่อยู่ในวัยหนุ่ม มีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์มากกว่าที่จะเลือกคู่ฝาแฝดคุโรซาว่าที่เป็นเด็กหญิง
ซึ่งซาเอะมีร่างกายอ่อนแอ (ซึ่งอาจเป็นเพราะเกรงกลัวท่านเจ้าบ้านคุโรซาวะที่ในขณะนั้นมีอำนาจสูงสุด และเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมด้วย)
ฝาแฝดทั้ง 2 คู่ต่างก็มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างแน้นแฟ้น เพราะจากไดอารี่ของซาเอะนั้นมีการพูดถึงมุทสึกิอยู่เสมอ ซึ่งตัวมุทสึกิเองก็คอยเป็นห่วงเป็นใยซาเอะที่ร่างกายอ่อนแอเช่นกัน
ในขณะที่ความสัมพันธ์ของยาเอะ และอิทสึกิกลับไม่ค่อยเป็นที่แน่ชัด แต่ก็สามารถกล่าวได้ว่า ทั้งอิทสึกิ และมุทสึกิต่างก็ไม่ต้องการให้ยาเอะ และซาเอะต้องเข้ารับพิธีกรรม


รูปทาจิบาน่า อิทสึกิ มุทสึกิ และน้องสาวจิโตเสะ

อิทสึกิและมุทสึกิตกลงเข้ารับพิธีกรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากตนปฏิเสธ ยาเอะและซาเอะจะต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายแทนพวกตน
มุทสึกิซึ่งเป็นคนน้องนั้นรู้ตัวดีว่าตนจะต้องจบชีวิตลงจากการประกอบพิธีกรรมอย่างแน่นอน จึงอ้อนวอนให้อิทสึกิรับปากว่า ไม่ว่ายังไงก็อย่าให้เด็กสาวทั้งสองคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเป็นอันขาด และช่วยปกป้องเด็กสาวทั้งสองคนแทนตนด้วย
อิทสึกิรับปากน้องชายของตนเอง และเข้าประกอบพิธีกรรมสังเวยมนุษย์พร้อมกับน้องชาย

ทว่า........การประกอบพิธีกรรมในครั้งนั้นเกิดล้มเหลว วิญญาณของมุทสึกิไม่สามารถกลายเป็นผีเสื้อได้เนื่องจากความอาลัยอาวรในตัวซาเอะ
ตัวอิทสึกิเองก็ได้รับความเสียหายทางจิตใจอย่างหนักจนผมกลายเป็นสีขาวไปทั้งศีรษะ...

คณะนักบวชตกลงใจจะใช้คู่แฝดคุโรซาวะเพื่อให้พิธีกรรมเสร็จสมบูรณ์อีกครั้ง แต่เนื่องจากพิธีกรรมเพิ่งจะล้มเหลวไป จึงต้องหากำหนดการในการประกอบพิธีกรรมใหม่อีกครั้ง

ระหว่างนั้นเอง หมู่บ้านมินาคามิก็ต้องทำการต้อนรับอาคันตุกะหน้าใหม่ที่มาเยือนถิ่น.......มาคาเบะ เซอิจิโร่ผู้ซึ่งกำลังทำการวิจัยประเพณีพื้นบ้านลึกลับต่างๆ
มาคาเบะนั้นรู้มาว่าที่หมู่บ้านมินาคามิแห่งนี้มีการประกอบพิธีกรรมลับต้องห้ามอยู่ จึงเดินทางมาเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวพร้อมกับผู้ช่วยเด็กหนุ่มมุนาคาตะ เรียวโซ

คณะนักบวชลงความเห็นกันว่า ควรใช้อาคันตุกะเหล่านี้ในการทำพิธีคุซาบิเพื่อลดอำนาจของ * ลงในระหว่างที่คู่แฝดคุโรซาวะกำลังอยู่ในช่วงชำระมลทิน
เพื่อรั้งไว้ให้มาคาเบะและผู้ช่วยอยู่ในหมู่บ้านนานๆทั้งหมู่บ้าน
จึงต้อนรับขับสู้อาคันตุกะอย่างเต็มที่โดยที่แอบดำเนินแผนการเพื่อประกอบพิธีคุซาบิอย่างลับๆ

มาคาเบะนั้นพกพากล้องถ่ายภาพมาด้วย กล้องดังกล่าวถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยเพื่อนสนิทของมาคาเบะ คือดร.อาโซ่ คุนิฮิโกะซึ่งกล้องนี้มีอำนาจในการถ่ายภาพวิญญาณ และกักวิญญาณไว้ในตัวกล้องได้
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับตัวกล้องว่าดร.อาโซ่ประดิษฐ์มันขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ไม่ได้มีการระบุไว้นอกจากว่ากล้องที่มาคาเบะใช้นั้นเป็นตัวต้นแบบ และดร.อาโซ่เองก็กำลังพัฒนาประสิทธิภาพของมันขึ้นไปอีกอยู่เช่นกัน

ระหว่างที่กำลังพักอยู่ที่หมู่บ้านมินาคามิ มาคาเบะได้ทำการสำรวจสถานที่ต่างๆภายในหมู่บ้านอย่างละเอียด
พร้อมกับใช้กล้องถ่ายรูปสถานที่ต่างๆไว้ด้วย
เป็นครั้งแรกของมาคาเบะที่เจอประสบการณ์ทางวิญญาณด้วยตัวเอง
จากการถ่ายรูปป้ายศิลาหลุมศพทำให้มาคาเบะมั่นใจว่า
กล้องนี้จะช่วยให้ตนไขปริศนาพิธีกรรมอันดำมืดของหมู่บ้านแห่งนี้ได้
ในที่สุดมาคาเบะก็ค้นพบความลับของพิธีกรรมต่างๆและล่วงรู้ไปถึง * ซึ่งคือประตูซึ่งเชื่อมต่อไปยังดินแดนปรภพ

ขณะเดียวกัน มุนาคาตะก็เริ่มสนิทสนมกับอิทสึกิมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเหตุที่เป็นเด็กวัยเดียวกัน
แต่วันประกอบพิธีคุซาบิก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้อิทสึกิร้อนรน ไม่อยากให้เพื่อนของตนต้องได้รับอันตราย จึงขอร้องให้มุนาคาตะพามาคาเบะหนีไปก่อนที่พิธีคุซาบิจะเริ่มขึ้น
แต่มาคาเบะกลับปฏิเสธการหลบหนี และสั่งให้มุนาคาตะหนีไป ส่วนตนนั้นจะยับยั้งพิธีกรรมลับของหมู่บ้านนี้เอง ด้วยเหตุนี้มุนาคาตะจึงหนีออกจากหมู่บ้านมินาคามิไปด้วยตัวคนเดียว
ทิ้งให้มาคาเบะเผชิญชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้า
.
และเมื่อชาวบ้านรู้เรื่องนี้เข้าจึงลงโทษอิทสึกิด้วยการคุมขังอิทสึกิไว้ในโกดังของหมุ่บ้าน

ทันทีที่คณะนักบวชออกคำสั่ง ชาวบ้านทุกคนต่างพากันเข้าจับกุมมาคาเบะและนำไปขังไว้ในคุกเพื่อรอเวลาในการทำพิธีคุซาบิ
และในที่สุด มาคาเบะก็ต้องจบชีวิตลงด้วยการเป็นเครื่องสังเวยให้กับประตูนรก
.
.
.
ยิ่งนับวันอิทสึกิก็ยิ่งร้อนรนเนื่องจากรู้ว่าอีกไม่นานแล้ว ที่พิธีกรรมอันน่าชิงชังซึ่งพรากชีวิตของมุทสึกิไปจะต้องเกิดขึ้นกับยาเอะ และซาเอะ
แต่ด้วยเหตุที่ตนนั้นถูกขังไว้ ไม่สามารถช่วยเหลือเด็กสาวทั้งสองได้เลยจึงส่งจดหมายไปหามุนาคาตะ ขอร้องให้กลับมาช่วยเด็กสาวทั้งสองคน
.
.

คุโรซาวะ ยาเอะ และซาเอะ


ยาเอะนั้นรู้ดีว่าวันประกอบพิธีกรรมนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และคนที่รอดชีวิตนั้นคือตนผู้ซึ่งเป็นฝาแฝดคนพี่ไม่ต้องการจะเข้าทำพิธี
ได้ตกปากรับคำกับอิทสึกิว่าจะพาซาเอะหนีไป
สำหรับซาเอะซึ่งร่างกายอ่อนแอนั้น กลับต้องการเข้ารับพิธีกรรมเนื่องจากต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับยาเอะเสมอมา
แต่เนื่องจากมีการชักชวนให้หลบหนีออกจากหมู่บ้านไปด้วยกันจากยาเอะ ซาเอะจึงคิดว่าขอแค่มียาเอะอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนตนก็ยินดีจะไปจึงตกลงรับคำชักชวนการหลบหนี
..
ชาวบ้านต่างรู้ถึงแผนการหลบหนีช้าเกินไปจึงพากันออกตามจับคู่แฝดเด็กสาวไม่ทันเวลา...
.
.
ระหว่างทางหลบหนี ซาเอะซึ่งร่างกายอ่อนแอจึงได้แต่ตามหลังพี่สาวอยู่เบื้องหลังกลับก้าวพลาด ทำให้เท้าพลิกและไถลตกลงไปในไหล่เขา
ยาเอะนั้นทั้งตกใจและกลัวเกินกว่าจะหยุดวิ่งเพื่อหันมาช่วยน้องสาวของตนจึงได้
่วิ่งหนีเข้าไปในป่าข้างทางและพลัดหลังอยู่ในนั้น ทิ้งให้ซาเอะถูกจับกลับไปที่หมู่บ้านมินาคามิอีกครั้ง
(เหตุการณ์ในช่วงนี้มีคนให้ความเห็นว่า ซาเอะนั้นจงใจก้าวพลาด เพราะเกิดเปลี่ยนใจต้องการจะกลับไปเข้ารับพิธี)
.

ซาเอะนั้นเชื่อว่า ไม่ว่ายังไงยาเอะก็จะกลับมาหาตนอย่างแน่นอน...จึงเฝ้ารอยาเอะอย่างตั้งมั่น
ว่าตนจะได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่สาวในอีกไม่นานนี้...
ทว่า....เวลาที่จะต้องประกอบพิธีกรรมนั้นมาถึงแล้ว และโชคร้ายที่ไม่มีเด็กฝาแฝดเหลือภายในหมู่บ้านอีกแล้ว
คณะนักบวชจึงตัดสินใจใช้ซาเอะในการประกอบพิธีกรรมคนเดียวโดยไม่มียาเอะด้วย...
.
อิทสึกินั้นหลังจากที่ได้ข่าวว่าซาเอะถูกจับตัวกลับมานั้นสิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต จนในที่สุดก็จบชีวิตตนเองลงด้วยการแขวนคอตัวเองภายในที่คุมขัง...
.
ซาเอะเชื่อมั่นว่ายาเอะจะกลับมาจนถึงวินาทีสุดท้าย....
ในที่สุดซาเอะก็ถูกเหล่านักบวชแขวนคอที่ประตูโทริอิหน้าทางเข้าทางเดินไปยังประตูนรก
และเหล่าผู้เฝ้าระวังประตูนรกซึ่งมีหน้าที่สังเกต และเฝ้าระวังปฏิกริยาของมันซึ่งตาทั้งสองข้างบอดสนิทจากการมองลงไปยังแดนปรภพ
ได้นำร่างไร้วิญญาณของซาเอะโยนลงไปในประตูซึ่งเชื่อมต่อไปยังโลกเบื้องล่าง....
.
พิธีกรรมครั้งนี้ล้มเหลวลงทันทีอย่างรวดเร็วพร้อมกับความพิโรธของซาเอะซึ่งสงสัยในตัวยาเอะ
ว่าเหตุใดถึงไม่กลับมาหาตน
ด้วยแรงแค้นในตัวชาวบ้านมาคาเบะซึ่งกลายเป็นคุซาบิได้กลับขึ้นมายังพิภพอีกครั้งพร้อมๆกับซาเอะ
แรงระเบิดของประตูนรกที่ส่งซาเอะและคุซาบิมาคาเบะกลับขึ้นมานั้นรุนแรงมาก
ถึงขั้นทำให้ทั่วทั้งบริเวณรอบหมู่บ้านมินาคามิตกอยู่ในความมืดมิดทันที
อำนาจความชั่วร้ายทั้งหลายปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน ฝูงนกต่างร่วงหล่นจากฟากฟ้าลงมายังผืนดิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
ชาวบ้านต่างหากันหนีตายอย่างสุดชีวิต บ้างก็กระโดดออกมาจากหน้าต่างบ้านชั้น 3 ลงมาเสียชีวิต... บ้างก็ถูกคร่าชีวิตด้วยน้ำมือของคุซาบิมาคาเบะ แต่แทบทั้งหมดนั้นเสียชีวิตลงด้วยมือของซาเอะที่กลายเป็นวิญญาณแค้นชั่วร้าย...
.
.

คุซาบิ มาคาเบะ


ซาเอะ

ทาจิบาน่า จิโตเสะผู้เป็นน้องสาวของอิทสึกินั้นร่างกายอ่อนแออย่างมาก ดวงตาของเธอนั้นแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดเลยนั้นได้ยินเสียงกรีดร้องระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้านได้แต่ตกใจกลัว
ได้เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในตู้เก็บของภายในบ้านของตน และได้แต่สวดภาวนาให้พี่ชายทั้งสองของตนมาช่วยโดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่เนื่องจากชาวบ้านพากันปิดเรื่องนี้จากจิโตเสะ
จิโตเสะรู้เพียงแค่ว่าเพราะยาเอะและซาเอะทำให้พี่ชายของตนหายตัวไป จึงทั้งโกรธทั้งกลัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และได้แต่นั่งสั่นงันหงกอยู่เพียงลำพัง...
.
.
.
ยาเอะนั้นในที่สุดก็สามารถหาทางออกมาจากป่าได้สำเร็จตัดสินใจจะกลับไปช่วยเหลือซาเอะ จึงมุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านมินาคามิอีกครั้ง...
.
.
มุนาคาตะ เรียวโซได้รับจดหมายจากอิทสึกิเพื่อนรักของตนนั้นตัดสินใจทำตามคำขอร้อง
โดยมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านมินาคามิเพื่อช่วยเด็กสาวทั้งสองทันที
.
.
ที่นั่น...มุนาคาตะพบว่าทั้งหมู่บ้านนั้นถูกทำลายหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ประตูโทริอิหน้าทางเข้าหมู่บ้าน และยาเอะที่ยืนร้องไห้รำพึงรำพันว่า "ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ" อยู่เบื้องหน้า...




ต่อครั้งหน้าครับ.....ยาวจริงๆ



2006/Oct/09

เรื่องราวของ Fatal Frame นั้นเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความเชื่อของชินโตในด้านของแนวคิดพิธีกรรมต่างๆ
ครั้งนี้ผมจะพูดถึงเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ Fatal Frame แล้วกันนะครับ

ประตูโทริอิ
ประตูโทริอินั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างมากของชินโต มักพบเห็นได้ตามทางเข้าของศาลเจ้าของชินโต มีลักษณะดังรูปด้านล่างครับ


ภาพประตูโทริอิ

ในตัวอักษรคันจิ โทริ-鳥(นก) อิ-居(สถานที่)
ประตุโทริอินั้นถูกออกแบบมาไว้สำหรับให้เป็นที่พักปีกของนก ทั้งนี้เพราะชินโตนั้นเชื่อกันว่านกเป็นผู้นำสารของเทพเจ้านั่นเอง
(ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Torii)

สำหรับใน Fatal Frame ทั้งภาค 1 และ 2 นั้น เราจะพบเห็นประตูโทริอิได้บ่อยๆตามทางเดินภายในเกม
เช่น หน้าทางเข้าศาลเจ้า โถงทางเดินไปสู่สถานที่ประกอบพิธีกรรม ฯลฯ


ภาพลานประกอบพิธีสังเวยมนุษย์ใน Fatal Frame 2



น้ำ
ชินโตเชื่อกันว่าน้ำเป็นธาตุศักดิสิทธิ์สามารถใช้ชำระมลทินออกจากกายมนุษย์ได้
ดังที่เรามักจะพบเห็นในหนัง หรืออนิเมที่ว่า การบำเพ็ญจิตจะต้องไปทำที่ใต้น้ำตก

ใน Fatal Frame น้ำเป็นสิ่งที่พูดถึงในแง่ของการชำระล้างมลทินออกจากเครื่องสังเวย
ซึ่งจะเห็นได้จากใน Fatal Frame 1 ว่าบริเวณหน้าศาลเจ้าจันทรานั้นมีบ่อน้ำอยู่ บ่อน้ำแห่งนั้นเองที่ใช้เป็นสถานที่ชำระกายของหญิงสาวผู้ที่จะต้องเข้ารับพิธีกรรม
(จะกล่าวถึงพิธีกรรมนี้ในโอกาสถัดไปครับ)

พิธีสังเวยมนุษย์
หนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาอันสำคัญของชินโตก็คือพิธีฝังศพ เชื่อกันว่าหากมีบุคคลสำคัญคนใดเสียชีวิต
จะต้องมีการฝังบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของผู้ตายไปด้วยกัน ซึ่งโดยมากมักจะเป็นคู่ชีวิตของผู้ตาย โดยจะทำการรัดคอจนกว่าจะสิ้นลม แล้วถึงกลบฝังไปด้วยกัน
ทั้งนี้บุคคลที่จะเข้ารับพิธีเพื่อผู้ตายนั้น จะต้องเข้ารับพิธีด้วยความเต็มใจเท่านั้น

ในความเชื่อของชินโตมีกล่าวไว้มากมายเกี่ยวกับพิธีสังเวยมนุษย์ไม่ว่าจะเพื่อการรบ การบูชาเทพเจ้า ฯลฯ
การสังเวยเหล่านี้เชื่อกันว่า ผู้ที่เป็นเครื่องสังเวยจะต้องสมัครใจยินยอมเป็นเครื่องสังเวยเท่านั้น
มิฉะนั้นพิธีกรรมจะล้มเหลว และจะนำมาซึ่งความหายนะในภายภาคหน้า

นอกจากนี้ หากบุคคลซึ่งถูกบีบบังคับให้เป็นเครื่องสังเวยเข้ารับพิธีด้วยความเคียดแค้น วิญญาณของคนผู้นั้นจะกลายเป็นวิญญาณร้าย และจะคอยวนเวียนแก้แค้น (อย่างที่เรามักพบเห็นได้ตามหนัง หรืออนิเมต่างๆ)
(ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Shinto)

พิธีสังเวยมนุษย์ใน Fatal Frame นั้นเป็นจุดหลักสำคัญที่สุดของเนื้อเรื่องทั้ง 2 ภาคเลย เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งหมดมีจุดเริ่มมาจากการสังเวยมนุษย์นั่นเอง
(สำหรับรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับพิธีสังเวยมนุษย์ของ Fatal Frame ภาค 1 ผมจะขอพูดถึงในโอกาสหน้าครับ)


ภาพพิธีสังเวยมนุษย์ใน Fatal Frame 2


ผีเสื้อ (ไม่เกี่ยวข้องกับชินโตนะครับ แต่ขอเสริมไว้ ณ ทีนี้)
ความเชื่อตามท้องถิ่นต่างๆของหลายๆประเทศมักพูดถึงผีเสื้อในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณของมนุษย์
ในภาษากรีกโบราณคำที่หมายถึงผีเสื้อนั้นเขียนว่า "psyche" ซึ่งแปลว่าวิญญาณ (ไซคี (Psyche) นั้นเป็นชื่อของคนรักของกามเกพอีรอส (Eros) ในตำนานเทพกรีก)
ในภาษารัสเซียนั้น คำว่าผีเสื้อคือ "dushichka" ซึ่งมาจากคำว่า "dusha" ซึ่งหมายถึงวิญญาณ
นอกจากนี้ชาวไอร์แลนด์ยังมีความเชื่อกันว่า "ผีเสื้อคือวิญญาณที่ล่องลอย รอเวลารับการพิพากษา" ด้วย
(ที่มา : http://insects.org/ced4/issue4.html )

ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ผีเสื้อคือสัญลักษณ์ของคู่รักที่ไม่อาจสมหวัง หากคู่รักทั้งสองคนฆ่าตัวตาย
วิญญาณของทั้งคู่จะรวมกัน และกลายเป็นผีเสื้อไป

ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า หากคุณเห็นผีเสื้อในตอนกลางคืน นั่นหมายถึงความตายกำลังมาเยือนคุณ หรือคนใกล้ตัวคุณอีกด้วย

สำหรับใน Fatal Frame 2 นั้นมีชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า 紅い蝶 (อ่านว่า Kurenai Chou แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดใน trailer movie มายุถึงออกเสียงว่า Akai Chou ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน)
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคำไหนก็สามารถแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Crimson Butterfly หรือผีเสื้อสีแดงครับ


ภาพผีเสื้อสีแดงที่ปรากฏใน Fatal Frame 2

ผีเสื้อมีบทบาทสำคัญหลายอย่างสำหรับ Fatal Frame 2 ซึ่งมักจะปรากฏออกมาเพื่อคอยนำทางให้กับมายุ และมิโอะอยู่เสมอๆ
หากสังเกตดีๆจะพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านมินาคามินั้น นิยมแต่งตัวด้วยชุดกิโมโนสีแดงที่มีลวดลายเป็นผีเสื้อดังรูปด้านล่างครับ


ภาพของจิโตเสะในชุดกิโมโน
(เธอเป็นใครนั้น จะรู้กันในโอกาสหน้าครับ)


ภาพขยายชายกิโมโนของฝาแฝดคิริวอากาเนะ อาซามิ

edit @ 2006/10/09 15:42:24