Folklore

หากเอ่ยถึงชื่อนี้ ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนไม่น้อยที่รู้จักบทเพลงมรณะเพลงนี้ ที่ผมหยิบยกเพลงนี้ขึ้นมาในครั้งนี้เพราะบังเอิญมีเพื่อนๆพูดคุยถึงเพลงๆนี้แล้วคุยกันถึงที่มากัน

ในปี 1936 ณ กรุงบูดาเปส ประเทศฮังการี่ คณะตำรวจชุดทีมสืบสวนได้ทำการตรวจสอบเหตุการก่ออัตวินิบาตกรรมของช่างทำรองเท้า นายโจเซฟ เคลเลอร์ ผลของการสืบสวนได้ออกมาว่าเคลเลอร์ได้ทิ้งจดหมายลาตายไว้ โดยมีเนื้อความข้างในเป็นเนื้อเพลงที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยมในขณะนั้น นั่นคือเพลง "Gloomy Sunday"

ถึงแม้ว่าเรื่องที่ว่าชายคนนี้ใช้บทเพลงที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นจดหมายลาตายนั้น
ดูค่อนข้างจะเป็นเรื่องธรรมดาก็ตามแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อมีเหตุอัตวินิบาตกรรมมากกว่า 100 รายที่เกี่ยวข้องกับบทเพลงมรณะเพลงนี้ จากการสืบสวน พบว่าในจำนวนผูก่อเหตุอัตวินิบาตกรรม 17 รายจากทั้งหมดนั้น กำลังตกอยู่ในภาวะเศร้าโศกอย่างสุดขีด และภาวะรอบด้านที่อยู่ในสภาพเดียวกับเนื้อหาในบทเพลง "Gloomy Sunday"
มี 2 รายที่ยิงตัวตายขณะกำลังฟังบทเพลงนี้ที่ขับร้องโดยวงดนตรีข้างถนน
1 รายที่ทำการยิงขมับของตัวเองหลังจากทำการขอให้วงดนตรีในคลับเล่นบทเพลงดังกล่าว และอีกนับไม่ถ้วนที่กระโดดน้ำตายและกำกระดาษซึ่งมีเนื้อเพลง "Gloomy Sunday" ไว้ในมือแน่น

อิทธิพลอันดำมืดของบทเพลงมรณะเพลงนี้มีผลอย่างใหญ่หลวง จนทำให้คณะตำรวจบูดาเปสจำเป็นต้องประกาศห้ามไม่ให้มีการเปิดเพลงนี้ออกอากาศอย่างเด็ดขาด ทว่าบทเพลงนี้กลับไม่ได้ส่งผลเพียงแค่กับชาวฮังการี่ มีการพบหลักฐานการแขวนคอตายของเจ้าของร้านค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งมีโน๊ตบทเพลงมรณะทิ้งไว้ใต้เท้าของตนเองที่กรุงเบอร์ลิน

แม้กระทั่งที่นิวบยอร์คก็เช่นกัน มีการพบว่าหญิงสาวผู้หนึ่งได้รมควันตัวเองจนสิ้นใจ โดยมีการทิ้งโน๊ตไว้ว่าขอให้เล่นบทเพลงมรณะนี้ในงานศพของเธอ

มีหลายเสียงที่ลงความเห็นว่าเหตุที่แท้จริงของการฆ่าตัวตายเหล่านี้
มาจากการผู้ตายประสบความล้มเหลวในชีวิตรักมากกว่า
แต่ก็มีข้อโต้แย้งที่ฟังขึ้นเช่นกันเมื่อพบชายวัย 80 ปีคนหนึ่ง กระโดดลงมาจากห้องนอนที่ชั้น 7 ของต้น พร้อมกับกู่ร้องอย่างโหยหวนว่า "Gloomy Sunday"

ในทางกลับกัน ก็มีการพบเด็กหญิงวัย 14 ปีกระโดดน้ำตายพร้อมกับกำเนื้อเพลงมรณะไว้อย่างแน่น

แต่เหตุที่ดูจะสะเทือนขวัญมากที่สุดน่าจะเป็นรายของเด็กส่งของในกรุงโรม เมื่อเขาได้ยินขอทานกำลังฮัมเพลงดังกล่าว เขาตัดสินใจจอดจักรยานของตนทิ้งไว้ข้างทางขณะอยู่ระหว่างการส่งของ และยื่นเงินทั้งหมดที่อยู่ในกระเป๋าของตนให้กับชายขอทานผู้นั้น จากนั้นจึงกระโดดลงจากสะพานลงสู่แม่น้ำและจบชีวิตลงที่นั่น

เมื่อตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น สำนักข่าว B.B.C. ได้ทำการระงับการเล่นเพลงดังกล่าวทันที ในขณะที่ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาก็ปฏิบัติตามอย่างทันควัน กระทั่งทางการของฝรั่งเศสยังมีการออกคำสั่งให้นักจิตวิทยาทำการวิจัยผลกระทบทางจิตจากบทเพลงนี้

เรสโซ เซเรส นักเปียโนชาวฮังการี่ได้ทำให้ผู้คนทั้งโลกตกตลึงกับผลงานการประพันธ์เพลงนี้ขึ้นในปี 1933 ซึ่งถูกขัดเกลาภาษาด้วยฝีมือของ ลาดิสลัส จาร์วัวเพื่อนสนิทนักกวีของเขา เซเรสได้ทำการแต่งเพลงนี้ขึ้นหลังจากเลิกรากับหญิงคนรักของตน โดยที่ไม่เคยคาดคิดถึงผลลัพธ์อันใหญ่หลวงของเพลงนี้เลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม แม้แต่เซเรสเองก็ไม่สามารถหลีกหนีจากอิทธิพลของบทเพลงมรณะของตนเองได้ในเวลาต่อมา

เริ่มแรกไม่มีค่ายเพลงไหนเลยที่ยอมตกลงเผยแพร่เพลงนี้ ซึ่งมีคำวิจารณ์หนึ่งได้ระบุไว้ว่า "มันไม่ใช่ตัวเพลงที่เศร้า แต่มันเป็นอะไรบางอย่างที่กระตุ้นความโศรกเศร้าอย่างสุดขีดอยู่ในตัวเพลง และผมไม่คิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีเลยในการให้ผู้คนได้รับฟังเพลงๆนี้"

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป บทเพลงของเซเรสก็ได้รับการเผยแพร่ และภายใน 1 สัปดาห์ "Gloomy Sunday" ก็กลายติดอันดับเพลงที่ขายดีที่สุดในเวลานั้น

เมื่อบทเพลงประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จัก เซเรสจึงทำการติดต่อกับคนรักเก่าของเขาเพื่อขอคืนดีกับเธอ ปรากฏว่าในวันถัดมา คนรักเก่าของเขาก็จบชีวิตของตนเองลงด้วยการดื่มยาพิษ ซึ่งข้างๆร่างไร้วิญญาณของเธอได้มีกระดาษโน๊ตทิ้งไว้โดยมีคำสองคำเขียนลงบนกระดาษว่า "Gloomy Sunday"

เมื่อมีคำถามเซเรสว่า เขาเขียนเพลงนี้ขึ้นความความรู้สึกอย่างไร เขาตอบว่า "ผมอยู่ท่ามกลางการครหาจากผู้คนของการประสบความสำเร็จอันเลวร้ายอย่างที่สุดของบทเพลงนี้ ผมใส่ความผิดหวังอย่างสุดขีดลงในเพลงนี้ และดูเหมือนว่ามันจะบาดใจผู้คนที่กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกับผม"

หลายเดือนผ่านไปเมื่อตัวเลขผู้เสียชีวิตลดลง ทาง B.B.C. ตกลงยินยอมให้มีการเผยแพร่เพลงนี้อีกครั้งโดยให้ทำการตัดเสียงร้องออก

เวลาต่อมานายตำรวจกรุงลอนดอนพบว่ามีการเล่นเปิดเพลงนี้ในเวอร์ชั่นที่ไม่มีเสียงร้อง
วนอย่างไม่จบไม่สิ้นอยู่ในละแวกอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง เขาจึงตัดสิ้นใจเข้าทำการตรวจค้นทันที เมื่อเขาก่าวเข้าไปในอาคารดังกล่าวก็พบกับเครื่องเล่นจานเสียงที่กำลังเล่นแผ่นเพลงมรณะนี้อยู่ ข้างๆเครื่องเล่นนี้พบร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวที่เสียชีวิตจากการใช้ยาระงับประสาทจนเกินขนาด
เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น ทาง B.B.C. จึงต้องทำการประกาศระงับการเผยแพร่เพลงนี้อีกครั้งจนถึงปี 2002

ย้อนกลับไปในปี 1936 มีการแปลบทเพลงนี้ให้เป็นภาษาอังกฤษและเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาโดย เซม เลวิซ และเดสมอนด์ คาร์เธอร์ เพลงในเวอร์ชั่นนี้ถูกบรรเลงโดยวงออร์เคสตร้าของ ฮาล เคมป์ ซึ่งนักดนตรีทั้งวงต่างได้รับผลกระทบจากบทเพลงนี้ จนกระทั่งไม่มีสมาธิในการอัดเสียงจนถึงกับต้องใช้เวลาถึง 21 ครั้งในการบรรเลงกว่าจะได้มาซึ่งคุณภาพที่ดีพอจะเผยแพร่สู่สาธารณะชน

และท้ายสุด ในปี 1968 ชายชาวฮังการี่คนหนึ่งได้จบชีวิตของตนเองลงด้วยการกระโดดตึกลงมาจากชั้นที่ 8 หลังจากครบรอบวันเกิดปีที่ 69 ของเขาไม่นาน
สาเหตุเนื่องมาจาก เขาไม่สามารถประพันธ์เพลงอื่นได้อีกหลังจากที่ได้ประพันธ์บทเพลงมรณะ "Gloomy Sunday"

ชายคนนั้นมีนามว่า เรสโซ เซเรส


และนี่คือเนื้อเพลงในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของบทเพลงมรณะ

Desmon Carter Lyrics

Sadly one Sunday I waited and waited
With flowers in my arms for the dream I'd created
I waited 'til dreams, like my heart, were all broken
The flowers were all dead and the words were unspoken
The grief that I knew was beyond all consoling
The beat of my heart was a bell that was tolling

Saddest of Sundays

Then came a Sunday when you came to find me
They bore me to church and I left you behind me
My eyes could not see one I wanted to love me
The earth and the flowers are forever above me
The bell tolled for me and the wind whispered, "Never!"
But you I have loved and I bless you forever

Last of All Sundays


Gloomy Sunday Desmond Carter version คิดให้ดีก่อนคลิ๊กนะครับ

Gloomy Sunday - Diamanda Galas version


Sam m Lewis Lyrics

Sunday is gloomy, my hours are slumberless
Dearest the shadows I live with are numberless
Little white flowers will never awaken you
Not where the black coach of sorrow has taken you
Angels have no thought of ever returning you
Would they be angry if I thought of joining you?

Gloomy Sunday

Gloomy is Sunday, with shadows I spend it all
My heart and I have decided to end it all
Soon there'll be candles and prayers that are sad I know
Let them not weep let them know that I'm glad to go
Death is no dream for in death I'm caressing you
With the last breath of my soul I'll be blessing you

Gloomy Sunday

Dreaming, I was only dreaming
I wake and I find you asleep in the deep of my heart, here
Darling, I hope that my dream never haunted you
My heart is telling you how much I wanted you

Gloomy Sunday


Gloomy Sunday - Sarah McLachlan verion








edit @ 2007/01/11 17:05:23
edit @ 2007/01/11 17:06:00
edit @ 2007/01/11 17:08:43
หลายปีผ่านไปหลังเหตุการณ์ที่หมู่บ้านมินาคามิ
ยาเอะได้กลายมาเป็นภรรยาของมุนาคาตะ เรียวโซ
ส่วนเรียวโซเองนั้นก็ได้ประกอบอาชีพเป็นนักวิจัยความเชื่อทางประเพณีตามรอยของมาคาเบะ เซอิจิโร่ผู้เป็นอาจารย์
ไม่นานยาเอะก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาวชื่อว่ามิโคโตะ

เรียวโซนั้นเล็งเห็นว่ายาเอะนั้นร่างกายเริ่มอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย
จึงได้ตัดสินใจย้ายออกไปอาศัยยังที่ห่างไกลจากตัวเมืองที่คฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลฮิมุโระ
ซึ่งจริงๆแล้วเรียวโซมีเหตุผลในการเข้ามาอาศัย ณ คฤหาสน์แห่งนี้เพราะรู้ดีว่า
ตระกูลฮิมุโระนั้นมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างมากมายในอดีต
ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบอย่างดีในการทำการวิจัยของตน
.
.
ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวมุนาคาตะเป็นไปได้อย่างราบรื่น
งานวิจัยของเรียวโซมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
ยาเอะก็สุขภาพดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนมิโคโตะเองก็มีเด็กๆในละแวะนั้นเป็นเพื่อนเล่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง มิโคโตะนำกล่องถ่ายรูปแปลกประหลาดมาให้กับเรียวโซ
และบอกว่ามีเด็กผู้หญิงในชุดกิโมโนสีขาวเป็นคนให้มา
เรียวโซคิดว่าลูกสาวของตนโกหก และเชื่อว่าจริงๆแล้วเธอคงจะบังเอิญเจอกล้องนี้อยู่ภายในบริเวณคฤหาสน์

ยาเอะนำกล้องถ่ายรูปดังกล่าวมาถ่ายภาพมิโคโตะและเพื่อนๆขณะกำลังเล่นกันอยู่ด้วยความสนุกสนาน
ทว่า...
ภาพดังกล่าวกลับมีรูปของเด็กผู้หญิงผมสีดำยาวในชุดกิโมโนสีขาวอายุไล่เลี่ยกับมิโคโตะติดอยู่ด้วย
ทั้งๆที่เพื่อนๆของมิโคโตะนั้นไม่มีคนไหนเลยที่มีลักษณะดังกล่าว
เรื่องนี้จึงทำให้ยาเอะไม่ค่อยสบายใจนัก แต่ยิ่งวัน ภาพที่ยาเอะถ่ายได้นั้นก็ยิ่งมีสิ่งแปลกปลอมติดเข้ามาในภาพมากขึ้น
ทั้งรูปนักบวช รูปผู้หญิงตาบอด และรูปอื่นๆอีกมากมายที่ไม่ปรากฎในเลนส์ แต่กลับปรากฎขึ้นในภาพถ่าย
ยิ่งใช้กล้อง ยาเอะยิ่งสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็นภายในคฤหาสน์ฮิมุโระได้มากขึ้น
ภาพถ่ายที่ออกมายิ่งทวีความรุนแรงของวิญญาณที่ติดมากับภาพ
ในที่สุดเธอก็สามารถมองเห็นวิญญาณได้ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้กล้อง

และแล้ววันแห่งชะตากรรมก็มาถึง เมื่อมิโคโตะแอบนำกล่องไปเล่นกับเพื่อนๆและหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ยาเอะโทษว่าเป็นความผิดของตนที่ปล่อยให้มิโคโตะนำกล้องไปใช้ และคงจะเป็นวิญญาณร้ายที่พรากมิโคโตะไป
ยาเอะสิ้นหวังจนต้องเขียนจดหมายลาตายถึงเรียวโซ และจบชีวิตของตนเองลงในลักษณะเดียวกับซาเอะโ
ดยการผูกคอตนเองใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าศาลเจ้าจันทราภายในคฤหาสน์อิมุโระ

เมื่อเรียวโซพบร่างไร้วิญญาณของภรรยาของตนและจดหมายดังกล่าว และนำเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นผนวกเข้ากับงานวิจัยของตน
เรียวโซจึงเชื่อมั่นแน่แล้วว่า คฤหาสน์หลังนี้เป็นที่สิงสู่ของเหล่าวิญญาณร้ายและยังคงมีคำสาปหลงเหลืออยู่
เรียวโซจึงคิดจะกำจัดคำสาปที่เกิดขึ้นกับคฤหาสน์หลังนี้เพียงลำพัง
แต่ทั้งหมดกลับล้มเหลว เรียวโซไม่สามารถต้านทานวิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตย์อยู่ภายในคฤหาสน์ฮิมุโระได้
เรียวโซจึงต้องจบชีวิตลงภายในชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ขณะกำลังจะกำจัดต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดลง...
.
.
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป มิโคโตะและเพื่อนๆถูกค้นพบอยู่ในป่าบริเวณใกล้เคียงด้วยการชักนำของเด็กผู้หญิงในชุดกิโมโนสีขาว
เธอและเพื่อนๆนั้นไม่มีความทรงจำหลงเหลืออยู่เลยว่าในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้หายไปไหน
ซึ่งในที่สุดเธอก็รู้ว่า เรียวโซและยาเอะผู้เป็นพ่อแม่ของเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว
.
.
ยังเป็นเคราะห์ดีของมิโคโตะซึ่งถูกอุปการะโดยเพื่อนสนิทของเรียวโซคือคุณฮินาซากิ (ไม่ทราบชื่อจริง)
เมื่อโตขึ้น มิโคโตะได้แต่งงานและให้กำเนิดลูกสาวชื่อมิยูกิ

ไม่มีเอกสารใดระบุถึงชีวิตของมิยุกิมากนัก นอกจากว่าเมื่อเธอโตขึ้นได้แต่งงานกับอาจารย์ของตนเอง
คือ ฮินาซากิ มาซาโตะและให้กำเนิดทายาท 2 คนคือลูกชายมาฟุยุ และลูกสาวมิกุ
นอกจากนี้เธอยังทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับมาซาโตะซึ่งเป็นนักโบราณคดี
ด้วยการเป็นช่างภาพด้วยกล้องที่ได้รับมาจากมิโคโตะผู้ซึ่งเป็นแม่ของเธอ

หลังจากมิยูกิให้กำเนิดมิกุได้ไม่นาน มาซาโตะได้เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาระหว่างการขุดค้นซากโบราณสถาน

หลังจากมาซาโตะเสียชีวิตลง มิยูกิก็เริ่มถ่ายภาพวิญญาณด้วยกล้องดังกล่าวติดมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอใช้มันมากจนไม่สามารถทนรับสัมผัสทางวิญญาณได้ ด้วยความเครียดและภาวะต่างๆที่รุมเร้า
ในที่สุดมิยูกิก็จบชีวิตลงด้วยการแขวนคอตนเอง
.
.
มาฟุยุและมิกุ ทั้งคู่ต่างก็มีสัมผัสที่ 6 ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สามารถมองเห็นวิญญาณได้ด้วยตาเปล่า แต่เด็กทั้งสองคนปิดเรื่องนี้เป็นความลับและไม่เคยบอกใคร...
เวลาผ่านไป มาฟุยุเริ่มเข้าวัยหนุ่มและทำงานเลี้ยงมิกุผู้เป็นน้องสาว ด้วยการเป็นผู้ช่วยให้กับนักเขียนนวนิยายชื่อดัง ทาคามิเนะ จุนเซย์
นอกจากมาฟุยุแล้ว ทาคามิเนะยังมีผู้ช่วยอีกหลายคน หนึ่งในนั้นคืออามาคุระ เคย์

มาฟุยุและเคย์ทำงานร่วมกันและสนิทกันมากจนกระทั่งมาฟุยุเอ่ยปากฝากฝังมิกุน้องสาวของตนไว้กับเคย์
ว่าถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับตน ช่วยดูแลมิกุด้วย....
.
.
ชีวิตความเป็นอยู่ของสองพี่น้องเป้นไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งทาคามิเนะมีโครงการจะเขียนนิยายแนวสยองขวัญเรื่องใหม่
หลังจากการค้นคว้าหาข้อมูลสำหรับงานเขียน ทาคามิเนะพบงานเขียนที่มุนาคาตะ เรียวโซทิ้งไว้จึงเกิดความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุด ทาคามิเนะจึงตัดสินใจ เรียกผู้ช่วยคนอื่นอีก 2 คนเดินทางไปยังคฤหาสน์ฮิมุโระเพื่อเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
ทว่า....ไม่มีการติดต่อกลับมาจากทาคามิเนะและผู้ช่วยเลยเป้นเวลา 1 เดือนเต็ม

ในที่สุดมาฟุยุจึงตัดสินใจเข้าไปตามหาด้วยตนเองพร้อมกับกล้องถ่ายภาพวิญญาณ
ที่ได้รับมาจากมิยูกิแม่ของตนโดยเชื่อว่าอาจจะได้ใช้มันในบางโอกาส....

ราวกับเป็นเรื่องตลก มาฟุยุกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นเดียวกัน
ไม่มีการติดต่อกลับมาจากมาฟุยุเป็นเวลาถึง 9 วัน มิกุผู้ซึ่งเป็นน้องสาวและมีสัมผัสทางวิญญาณสามารถรู้ได้ว่า
คงจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับี่ชายของตนอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจออกตามหามาฟุยุด้วยการเดินทางไปยังคฤหาสน์ฮิมุโระอีกคนหนึ่ง...
.
.
.
.
.



ต่อครั้งหน้าครับ....ยาวอีกแล้ว ^___^;
ต้องขอโทษด้วยที่ครั้งนี้ไม่มีภาพประกอบเลย ^^;;

คณะนักบวชเลือกที่จะใช้คู่ฝาแฝดทาจิบาน่าซึ่งเป็นคู่เด็กชายที่อยู่ในวัยหนุ่ม มีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์มากกว่าที่จะเลือกคู่ฝาแฝดคุโรซาว่าที่เป็นเด็กหญิง
ซึ่งซาเอะมีร่างกายอ่อนแอ (ซึ่งอาจเป็นเพราะเกรงกลัวท่านเจ้าบ้านคุโรซาวะที่ในขณะนั้นมีอำนาจสูงสุด และเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมด้วย)
ฝาแฝดทั้ง 2 คู่ต่างก็มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างแน้นแฟ้น เพราะจากไดอารี่ของซาเอะนั้นมีการพูดถึงมุทสึกิอยู่เสมอ ซึ่งตัวมุทสึกิเองก็คอยเป็นห่วงเป็นใยซาเอะที่ร่างกายอ่อนแอเช่นกัน
ในขณะที่ความสัมพันธ์ของยาเอะ และอิทสึกิกลับไม่ค่อยเป็นที่แน่ชัด แต่ก็สามารถกล่าวได้ว่า ทั้งอิทสึกิ และมุทสึกิต่างก็ไม่ต้องการให้ยาเอะ และซาเอะต้องเข้ารับพิธีกรรม


รูปทาจิบาน่า อิทสึกิ มุทสึกิ และน้องสาวจิโตเสะ

อิทสึกิและมุทสึกิตกลงเข้ารับพิธีกรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากตนปฏิเสธ ยาเอะและซาเอะจะต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายแทนพวกตน
มุทสึกิซึ่งเป็นคนน้องนั้นรู้ตัวดีว่าตนจะต้องจบชีวิตลงจากการประกอบพิธีกรรมอย่างแน่นอน จึงอ้อนวอนให้อิทสึกิรับปากว่า ไม่ว่ายังไงก็อย่าให้เด็กสาวทั้งสองคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเป็นอันขาด และช่วยปกป้องเด็กสาวทั้งสองคนแทนตนด้วย
อิทสึกิรับปากน้องชายของตนเอง และเข้าประกอบพิธีกรรมสังเวยมนุษย์พร้อมกับน้องชาย

ทว่า........การประกอบพิธีกรรมในครั้งนั้นเกิดล้มเหลว วิญญาณของมุทสึกิไม่สามารถกลายเป็นผีเสื้อได้เนื่องจากความอาลัยอาวรในตัวซาเอะ
ตัวอิทสึกิเองก็ได้รับความเสียหายทางจิตใจอย่างหนักจนผมกลายเป็นสีขาวไปทั้งศีรษะ...

คณะนักบวชตกลงใจจะใช้คู่แฝดคุโรซาวะเพื่อให้พิธีกรรมเสร็จสมบูรณ์อีกครั้ง แต่เนื่องจากพิธีกรรมเพิ่งจะล้มเหลวไป จึงต้องหากำหนดการในการประกอบพิธีกรรมใหม่อีกครั้ง

ระหว่างนั้นเอง หมู่บ้านมินาคามิก็ต้องทำการต้อนรับอาคันตุกะหน้าใหม่ที่มาเยือนถิ่น.......มาคาเบะ เซอิจิโร่ผู้ซึ่งกำลังทำการวิจัยประเพณีพื้นบ้านลึกลับต่างๆ
มาคาเบะนั้นรู้มาว่าที่หมู่บ้านมินาคามิแห่งนี้มีการประกอบพิธีกรรมลับต้องห้ามอยู่ จึงเดินทางมาเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวพร้อมกับผู้ช่วยเด็กหนุ่มมุนาคาตะ เรียวโซ

คณะนักบวชลงความเห็นกันว่า ควรใช้อาคันตุกะเหล่านี้ในการทำพิธีคุซาบิเพื่อลดอำนาจของ * ลงในระหว่างที่คู่แฝดคุโรซาวะกำลังอยู่ในช่วงชำระมลทิน
เพื่อรั้งไว้ให้มาคาเบะและผู้ช่วยอยู่ในหมู่บ้านนานๆทั้งหมู่บ้าน
จึงต้อนรับขับสู้อาคันตุกะอย่างเต็มที่โดยที่แอบดำเนินแผนการเพื่อประกอบพิธีคุซาบิอย่างลับๆ

มาคาเบะนั้นพกพากล้องถ่ายภาพมาด้วย กล้องดังกล่าวถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยเพื่อนสนิทของมาคาเบะ คือดร.อาโซ่ คุนิฮิโกะซึ่งกล้องนี้มีอำนาจในการถ่ายภาพวิญญาณ และกักวิญญาณไว้ในตัวกล้องได้
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับตัวกล้องว่าดร.อาโซ่ประดิษฐ์มันขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ไม่ได้มีการระบุไว้นอกจากว่ากล้องที่มาคาเบะใช้นั้นเป็นตัวต้นแบบ และดร.อาโซ่เองก็กำลังพัฒนาประสิทธิภาพของมันขึ้นไปอีกอยู่เช่นกัน

ระหว่างที่กำลังพักอยู่ที่หมู่บ้านมินาคามิ มาคาเบะได้ทำการสำรวจสถานที่ต่างๆภายในหมู่บ้านอย่างละเอียด
พร้อมกับใช้กล้องถ่ายรูปสถานที่ต่างๆไว้ด้วย
เป็นครั้งแรกของมาคาเบะที่เจอประสบการณ์ทางวิญญาณด้วยตัวเอง
จากการถ่ายรูปป้ายศิลาหลุมศพทำให้มาคาเบะมั่นใจว่า
กล้องนี้จะช่วยให้ตนไขปริศนาพิธีกรรมอันดำมืดของหมู่บ้านแห่งนี้ได้
ในที่สุดมาคาเบะก็ค้นพบความลับของพิธีกรรมต่างๆและล่วงรู้ไปถึง * ซึ่งคือประตูซึ่งเชื่อมต่อไปยังดินแดนปรภพ

ขณะเดียวกัน มุนาคาตะก็เริ่มสนิทสนมกับอิทสึกิมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเหตุที่เป็นเด็กวัยเดียวกัน
แต่วันประกอบพิธีคุซาบิก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้อิทสึกิร้อนรน ไม่อยากให้เพื่อนของตนต้องได้รับอันตราย จึงขอร้องให้มุนาคาตะพามาคาเบะหนีไปก่อนที่พิธีคุซาบิจะเริ่มขึ้น
แต่มาคาเบะกลับปฏิเสธการหลบหนี และสั่งให้มุนาคาตะหนีไป ส่วนตนนั้นจะยับยั้งพิธีกรรมลับของหมู่บ้านนี้เอง ด้วยเหตุนี้มุนาคาตะจึงหนีออกจากหมู่บ้านมินาคามิไปด้วยตัวคนเดียว
ทิ้งให้มาคาเบะเผชิญชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้า
.
และเมื่อชาวบ้านรู้เรื่องนี้เข้าจึงลงโทษอิทสึกิด้วยการคุมขังอิทสึกิไว้ในโกดังของหมุ่บ้าน

ทันทีที่คณะนักบวชออกคำสั่ง ชาวบ้านทุกคนต่างพากันเข้าจับกุมมาคาเบะและนำไปขังไว้ในคุกเพื่อรอเวลาในการทำพิธีคุซาบิ
และในที่สุด มาคาเบะก็ต้องจบชีวิตลงด้วยการเป็นเครื่องสังเวยให้กับประตูนรก
.
.
.
ยิ่งนับวันอิทสึกิก็ยิ่งร้อนรนเนื่องจากรู้ว่าอีกไม่นานแล้ว ที่พิธีกรรมอันน่าชิงชังซึ่งพรากชีวิตของมุทสึกิไปจะต้องเกิดขึ้นกับยาเอะ และซาเอะ
แต่ด้วยเหตุที่ตนนั้นถูกขังไว้ ไม่สามารถช่วยเหลือเด็กสาวทั้งสองได้เลยจึงส่งจดหมายไปหามุนาคาตะ ขอร้องให้กลับมาช่วยเด็กสาวทั้งสองคน
.
.

คุโรซาวะ ยาเอะ และซาเอะ


ยาเอะนั้นรู้ดีว่าวันประกอบพิธีกรรมนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และคนที่รอดชีวิตนั้นคือตนผู้ซึ่งเป็นฝาแฝดคนพี่ไม่ต้องการจะเข้าทำพิธี
ได้ตกปากรับคำกับอิทสึกิว่าจะพาซาเอะหนีไป
สำหรับซาเอะซึ่งร่างกายอ่อนแอนั้น กลับต้องการเข้ารับพิธีกรรมเนื่องจากต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับยาเอะเสมอมา
แต่เนื่องจากมีการชักชวนให้หลบหนีออกจากหมู่บ้านไปด้วยกันจากยาเอะ ซาเอะจึงคิดว่าขอแค่มียาเอะอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนตนก็ยินดีจะไปจึงตกลงรับคำชักชวนการหลบหนี
..
ชาวบ้านต่างรู้ถึงแผนการหลบหนีช้าเกินไปจึงพากันออกตามจับคู่แฝดเด็กสาวไม่ทันเวลา...
.
.
ระหว่างทางหลบหนี ซาเอะซึ่งร่างกายอ่อนแอจึงได้แต่ตามหลังพี่สาวอยู่เบื้องหลังกลับก้าวพลาด ทำให้เท้าพลิกและไถลตกลงไปในไหล่เขา
ยาเอะนั้นทั้งตกใจและกลัวเกินกว่าจะหยุดวิ่งเพื่อหันมาช่วยน้องสาวของตนจึงได้
่วิ่งหนีเข้าไปในป่าข้างทางและพลัดหลังอยู่ในนั้น ทิ้งให้ซาเอะถูกจับกลับไปที่หมู่บ้านมินาคามิอีกครั้ง
(เหตุการณ์ในช่วงนี้มีคนให้ความเห็นว่า ซาเอะนั้นจงใจก้าวพลาด เพราะเกิดเปลี่ยนใจต้องการจะกลับไปเข้ารับพิธี)
.

ซาเอะนั้นเชื่อว่า ไม่ว่ายังไงยาเอะก็จะกลับมาหาตนอย่างแน่นอน...จึงเฝ้ารอยาเอะอย่างตั้งมั่น
ว่าตนจะได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่สาวในอีกไม่นานนี้...
ทว่า....เวลาที่จะต้องประกอบพิธีกรรมนั้นมาถึงแล้ว และโชคร้ายที่ไม่มีเด็กฝาแฝดเหลือภายในหมู่บ้านอีกแล้ว
คณะนักบวชจึงตัดสินใจใช้ซาเอะในการประกอบพิธีกรรมคนเดียวโดยไม่มียาเอะด้วย...
.
อิทสึกินั้นหลังจากที่ได้ข่าวว่าซาเอะถูกจับตัวกลับมานั้นสิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต จนในที่สุดก็จบชีวิตตนเองลงด้วยการแขวนคอตัวเองภายในที่คุมขัง...
.
ซาเอะเชื่อมั่นว่ายาเอะจะกลับมาจนถึงวินาทีสุดท้าย....
ในที่สุดซาเอะก็ถูกเหล่านักบวชแขวนคอที่ประตูโทริอิหน้าทางเข้าทางเดินไปยังประตูนรก
และเหล่าผู้เฝ้าระวังประตูนรกซึ่งมีหน้าที่สังเกต และเฝ้าระวังปฏิกริยาของมันซึ่งตาทั้งสองข้างบอดสนิทจากการมองลงไปยังแดนปรภพ
ได้นำร่างไร้วิญญาณของซาเอะโยนลงไปในประตูซึ่งเชื่อมต่อไปยังโลกเบื้องล่าง....
.
พิธีกรรมครั้งนี้ล้มเหลวลงทันทีอย่างรวดเร็วพร้อมกับความพิโรธของซาเอะซึ่งสงสัยในตัวยาเอะ
ว่าเหตุใดถึงไม่กลับมาหาตน
ด้วยแรงแค้นในตัวชาวบ้านมาคาเบะซึ่งกลายเป็นคุซาบิได้กลับขึ้นมายังพิภพอีกครั้งพร้อมๆกับซาเอะ
แรงระเบิดของประตูนรกที่ส่งซาเอะและคุซาบิมาคาเบะกลับขึ้นมานั้นรุนแรงมาก
ถึงขั้นทำให้ทั่วทั้งบริเวณรอบหมู่บ้านมินาคามิตกอยู่ในความมืดมิดทันที
อำนาจความชั่วร้ายทั้งหลายปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน ฝูงนกต่างร่วงหล่นจากฟากฟ้าลงมายังผืนดิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
ชาวบ้านต่างหากันหนีตายอย่างสุดชีวิต บ้างก็กระโดดออกมาจากหน้าต่างบ้านชั้น 3 ลงมาเสียชีวิต... บ้างก็ถูกคร่าชีวิตด้วยน้ำมือของคุซาบิมาคาเบะ แต่แทบทั้งหมดนั้นเสียชีวิตลงด้วยมือของซาเอะที่กลายเป็นวิญญาณแค้นชั่วร้าย...
.
.

คุซาบิ มาคาเบะ


ซาเอะ

ทาจิบาน่า จิโตเสะผู้เป็นน้องสาวของอิทสึกินั้นร่างกายอ่อนแออย่างมาก ดวงตาของเธอนั้นแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดเลยนั้นได้ยินเสียงกรีดร้องระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้านได้แต่ตกใจกลัว
ได้เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในตู้เก็บของภายในบ้านของตน และได้แต่สวดภาวนาให้พี่ชายทั้งสองของตนมาช่วยโดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่เนื่องจากชาวบ้านพากันปิดเรื่องนี้จากจิโตเสะ
จิโตเสะรู้เพียงแค่ว่าเพราะยาเอะและซาเอะทำให้พี่ชายของตนหายตัวไป จึงทั้งโกรธทั้งกลัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และได้แต่นั่งสั่นงันหงกอยู่เพียงลำพัง...
.
.
.
ยาเอะนั้นในที่สุดก็สามารถหาทางออกมาจากป่าได้สำเร็จตัดสินใจจะกลับไปช่วยเหลือซาเอะ จึงมุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านมินาคามิอีกครั้ง...
.
.
มุนาคาตะ เรียวโซได้รับจดหมายจากอิทสึกิเพื่อนรักของตนนั้นตัดสินใจทำตามคำขอร้อง
โดยมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านมินาคามิเพื่อช่วยเด็กสาวทั้งสองทันที
.
.
ที่นั่น...มุนาคาตะพบว่าทั้งหมู่บ้านนั้นถูกทำลายหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ประตูโทริอิหน้าทางเข้าหมู่บ้าน และยาเอะที่ยืนร้องไห้รำพึงรำพันว่า "ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ" อยู่เบื้องหน้า...




ต่อครั้งหน้าครับ.....ยาวจริงๆ